Select your language TH EN
เภสัชวัตถุ พืชวัตถุ  thai-herbs.thdata.co thdata.co

อ่านบทความอัตโนมัติ



ชื่อไทย: หม่อน

ชื่อท้องถิ่น: มอน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน)/ ซึงเฮียะ ซึงเอียะ (จีนแต้จิ๋ว)/ ซางเย่ (จีนกลาง)

ชื่อสามัญ: Mulberry tree, White Mulberry

ชื่อวิทยาศาสตร์: Morus alba Linn.

ชื่อวงศ์: MORACEAE

สกุล:Morus 

สปีชีส์: alba 

ชื่อพ้อง: -

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

หม่อน thai-herbs.thdata.co | หม่อน สรรพคุณ สมุนไพร ไทย หม่อน thai-herbs.thdata.co | หม่อน สรรพคุณ สมุนไพร ไทย

ต้นหม่อน เเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 2.5 เมตร บางพันธุ์สูงได้ประมาณ 3-7 เมตร แตกกิ่งก้านไม่มากนัก เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลแดง สีขาวปนสีน้ำตาล หรือสีเทาปนขาว ส่วนเปลือกรากเป็นสีน้ำตาลแดงหรือสีเหลือแดง มีเส้นร้อยแตกที่เปลือกผิว 


หม่อน thai-herbs.thdata.co | หม่อน สรรพคุณ สมุนไพร ไทย

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือรูปไข่กว้าง ปลายใบแหลมยาว โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจหรือค่อนข้างตัด ขอบใบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู (ขึ้นอยู่กับสาพันธุ์ที่ปลูก) ใบอ่อนขอบใบจักเป็นพูสองข้างไม่เท่ากัน ขอบพูจักเป็นซี่ฟัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-16 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้มเรียบเงา ท้องใบเป็นสีเขียวอ่อน ใบค่อนข้างหนา หลังใบสากระคายมือ เส้นใบมี 3 เส้น ออกจากโคนยาวไปถึงกลางใบ และเส้นใบออกจากเส้นกลางใบอีก 4 คู่ เส้นร่างแหเห็ดได้ชัดเจนจากด้านล่าง ก้านใบเรียวเล็ก ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีหูใบเป็นรูปแถบแคบปลายแหลม ยาวได้ประมาณ 0.2-0.5 เซนติเมตร


หม่อน thai-herbs.thdata.co | หม่อน สรรพคุณ สมุนไพร ไทย

ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกระบอก ช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมียจะอยู่ต่างช่อกัน ดอกย่อยมีขนาดเล็ก วงกลีบรวมเป็นสีขาวหม่นหรือเป็นสีขาวแกมสีเขียว ช่อดอกเป็นหางกระรอก ยาวได้ประมาณ 2 เซนติเมตร ดอกเพศผู้ วงกลีบรวมมีแฉก 4 แฉก เกลี้ยง ส่วนดอกเพศเมีย วงกลีบรวมมีแฉก 4 แฉก เกลี้ยง ขอบมีขน เมื่อเป็นผลจะอวบน้ำ รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2 อัน

ผล ลักษณะผลเป็นผลรวมอยู่ในกระจุกเดียวกัน โดยจะออกตามซอกใบ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ผลเป็นสีเขียว เมื่อผลสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงเข้มหรือสีม่วงดำ เกือบดำ เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ และมีรสหวานอมเปรี้ยว

สภาพนิเวศวิทยา: พบได้ทั่วไปในป่าดิบ สำหรับในประเทศไทยปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ถิ่นกำเนิด: จีนตอนใต้ แถบเทือกเขาหิมาลัย 

การกระจายพันธุ์: -

การปลูกและการขยายพันธุ์: ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณ:

-ตำรายาไทย

*ใบ รสเมา สรรพคุณ แก้ตาแดง ตาแฉะ ตาฟาง แก้ไอ ระงับประสาท

องค์ประกอบทางเคมี: 

-กิ่ง พบสาร Morin, Maclurin, 4-tetrahydroxybenzophenone, กลูโคส Adenine เป็นต้น

-เนื้อไม้ พบสาร Morin ส่วนลำต้นประกอบไปด้วย SteroidalSapogenin 

-เปลือก พบสาร α-amyrin

-เปลือกราก พบสาร Betulinic acidm Mulberrinm Mulberrochromene, B-amyrin, Cyclomulberrin, Cyclomulberrochromene, Undecaprenol, Dodecaprenol, ยาง, น้ำตาลกลูโคส เป็นต้น

-ใบ พบสาร สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่ rutin, quercetin, quercitrin, moracetin, morin, albafuran C, aromadendrin, astragalin, chalcomoracin, kaempferol, kuwanol, kuwanon  สารกลุ่มอัลคาลอยด์ ได้แก่ fagomine, nojirimycin, calystegin B-2, 1-deoxy ribitol, zeatin riboside  สารกลุ่มคูมาริน ได้แก่ bergapten, marmesin, scopoletin, umbelliferone สารกลุ่มลิกแนน ได้แก่ broussonin A, broussonin B

-ผล พบสาร Saccharides 27%, Citric acid 3%, กลูโคส, แทนนิน, เกลือแร่, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แคลเซียม, และ Cyanidin เป็นต้น 

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:

-ฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือด สารสกัดจากใบหม่อนมีสารในกลุ่ม Flavonoids โดยในขนาด 581.7 มก./กก. ของน้ำหนักสารสกัดแห้ง เมื่อนำมาทดสอบกับหนูถีบจักรที่ถูกชักนำให้มีระดับไขมันในเลือดสูง พบว่าระดับของ Triacylglycerol, Total Cholesterol, Low density lipoprotein cholesterol ลดจาก 540, 464 และ 200 มก./มล. ตามลำดับ และยังพบว่ามีประสิทธิภาพหลังจากให้กินเป็นเวลา 12 ชั่วโมง จะดีกว่าที่เวลา 6 ชั่วโมง ในขณะที่อัตราส่วนของ High density lipoprotein cholesterol ต่อ Triacylglycerol และ High density lipoprotein cholesterol ต่อ Low density lipoprotein cholesterol เพิ่มขึ้นจาก 0.33 และ 0.52 เป็น 0.42 และ 0.57 ตามลำดับ

-หม่อนและสมุนไพรอีกสองชนิด มีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมระบบของความดันโลหิต นักทดลองสันนิษฐานว่า ส่วนผสมที่เรียกว่า ob-x หรือยาที่มีส่วนของสมุนไพรทั้งสามชนิด สามารถช่วยปรับปรุงการเผาผลาญไขมันในร่างกายและมีการมีน้ำหนักเพิ่มได้ ซึ่งหนูทดลองที่ได้กินอาหารที่มีไขมันสูงเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีน้ำหนักและ Tissue mass เพิ่มขึ้น โดยากรเปรียบเทียบกับหนูที่ได้กินอาหารที่มีไขมันต่ำ ในทางกลับกัน การกินอาหารที่มีไขมันสูงที่ผสมกับยา ob-x ยังช่วยลดการไหลเวียนและระดับของ Triglyceride และ Total cholesterol อีกด้วย อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเกิดไขมันจับตัวได้อีกด้วย จากผลการทดสอบพบว่าหม่อนหรือสาร ob-x ได้ช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ และยังช่วยส่งเสริมการสลาย Tissue mass และไขมันในระบบไหลเวียนของเลือดได้ด้วย

-เมื่อปี ค.ศ.2007 ที่ประเทศจีนได้ทำการทดลองผลการลดไขมันของสารสกัดจากใบหม่อน โดยทำการทดลองในหนูทดลอง ด้วยการให้สารสกัด M-F 581 มิลลิกรัม ซึ่งได้มาจากใบหม่อน โดยใช้เวลานาน 12 ชั่วโมง พบว่าสามารถลดระดับ Triglyceride จาก 388 มิลลิกรัม เหลือ 257 มิลลิกรัมได้ (2007)

-ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการทดลองที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ.2007 ได้ทำการศึกษาปฏิกิริยาของใบหม่อนกับระดับ Glucose ในเลือด และความปลอดภัยในการบริโภค โดยการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครนั้น มีผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ 5 คน และกลุ่มที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเล็กน้อย 8 คน เมื่ออาสาสมัครทั้งหมดได้กินใบหม่อนจำนวนครั้งละ 1.8 กรัม วันละ 3 ครั้ง กับน้ำ เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่มแรกมีระดับน้ำตาลในเลือดและ HbAIC อยู่ที่ 86-91 mg./dl. และ 4.7% ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจาก 3 เดือน ส่วนอีกกลุ่ม (กลุ่มที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเล็กน้อย) นั้นมีระดับน้ำตาลและ HbAIC ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากประมาณ 153 mg./dl. และ 6.3% ลดลงเหลือ 106 mg./dl. และ 5.9% อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดและปัสสาวะ ได้แก่ Total cholesterol (จาก 203 เหลือ 189 mg./dl.), Triglyceride (จาก 150 เหลือ 103 mg./dl.), และ Urea acid (จาก 5.2 เหลือ 4.9 mg./dl.) มาสู่ระดับปกติหลังจากการกินใบหม่อน และไม่พบว่ามีผลข้างเคียงแต่อย่างใด จึงสรุปได้ว่าใบหม่อนมีผลต่อ Hyperglycemic ด้วยการลดระดับน้ำตาลลง อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงในระยาวอีกด้วย

-เมื่อปี ค.ศ.2007 ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษาเพื่อทดสอบผลตัวยับยั้งในหนูทดลองขนาดเล็กของ Disacharidase enzyme ในลำไส้เล็ก และ Deoxynojirimycin ที่มีอยู่ในผงของใบหม่อน แม้ว่าปฏิกิริยาการยับยั้ง Maltase ของชาและใบหม่อนจะมีผลใกล้เคียงกัน แต่ผลการยับยั้ง Sucrose นั้น ใบหม่อนจะมีมากกว่าชาถึง 10 เท่า โดยปริมาณ Deoxynojirimycin ในใบหม่อน คือ 128±12 กิโลกรัมต่อ 100 มิลลิกรัม (2007)

-สารสกัดด้วยน้ำและสาร 2-O-?-D-galactopyranosyl-1-deoxynojirimycin จากใบหม่อนมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองที่เป็นเบาหวาน และสาร 1-deoxynojirimycin มีฤทธิ์แรงในการยับยั้งเอนไซม์ ?-glucosidase ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จึงช่วยยับยั้งการย่อยแป้งในอาหาร ทำให้ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ใบหม่อนจึงมีศักยภาพที่จะนำมาใช้ในผู้ป่วยเบาหวานและใช้ในการควบคุมน้ำหนักได้

-ฤทธิ์ควบคุมภาวะเลือดมีน้ำตาลมากเกินหลังอาหาร สารสกัดใบหม่อนด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ disaccharidase ในลำไส้เล็ก ทั้งในหนูแรทปกติและหนูเบาหวาน โดยทำให้การย่อยสลายน้ำตาลเชิงซ้อนช้าลง และการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง เป็นผลให้ระดับกลูโคสหลังอาหารลดต่ำลง ใกล้เคียงกับการให้ยามาตรฐาน

-ฤทธิ์ยับยั้งฤทธิ์การกลายพันธุ์ของแมลงหวี่ จากการศึกษาการยับยั้งฤทธิ์การกลายพันธุ์ของแมลงหวี่ที่เกิดจากยูรีเทนด้วยชาใบหม่อน ด้วยการใช้น้ำชาใบหม่อนที่สกัดด้วยน้ำร้อน แล้วนำไปผสมกับอาหาร + ยูรีเทน (สารก่อกลายพันธุ์) ก่อนใช้เป็นอาหารของหนอนแมงหวี่ พบว่า ชาใบหม่อนแบบชาเขียว สามารถช่วยลดการกาอกลายพันธุ์ได้สูงถึง 61.01% และการใช้ชาใบหม่อนผสมในการหมักไก่ก่อนนำไปทด ก็สามารถช่วยลดการก่อกลายพันธุ์ได้มากถึง 40-60% ดังนั้น ชาใบหม่อนจึงน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคในด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งได้

-ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดจากใบหม่อนมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ได้แก่ Escherichia coli, Neisseria gonorrheae, Pseudomonas aeruginosa, Proteus vulgaricus, Staphylococcus aureus, Streptococcus faecium และเชื้อราได้แก่ Aspergillus niger, Aspergillus tamari, Fusarium oxysporum, Peniciliumoxalicum ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของการใช้ใบหม่อนในการแพทย์แผนโบราณที่ใช้รักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ ได้แก่ ท้องร่วง ลำไส้ติดเชื้อ โรคผิวหนัง ไข้จากการติดเชื้อ การติดเชื้อในหู เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา:

-จากการทดสอบความเป็นพิษ ด้วยการฉีดสารสกัดจากใบหม่อน 10% เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร (ขนาด 60 เท่าของขนาดที่ใช้กับคน) เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ และเมื่อให้ในขนาดสูงเกิน 250 เท่าของขนาดที่ใช้กับคน พบว่ามีพิษต่อตับ ไต และปอด ส่วนสารสกัดจากใบหม่อน ไม่ทำให้เกิดอาการระคาบเคือง ไม่ทำลายเม็ดเลือด และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้

การใช้ประโยชน์:

-ผลสุก มีสาร Anthocyanins ในปริมาณมาก (เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็ง ช่วยต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง ฯลฯ), สาร Deoxynojirimycin (ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด), กาบา (ช่วยลดความดันโลหิต), สาร Phytosterol (ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล), สาร Polyphenols (สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์กับร่างกาย), สารประกอบฟีนอล (สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านอาการอักเสบ อาการเส้นเลือดโป่งพอง ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัส), สาร Quercetin และสาร Kaempferol ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (เป็นสารที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด ช่วยป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ทำให้เลือดหมุนเวียนดี ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยยืดอายุเม็ดเลือดขาว และลดอาการแพ้ต่าง ๆ), และยังมีกรดโฟลิกสูง (ช่วยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเจริญได้เต็มที่ จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง และยังช่วยทำให้เซลล์ประสาทไขสันหลังและเซลล์สมองเจริญเป็นปกติได้อีกด้วย) นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุ และกรดอะมิโนอีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม แมกนีเซียม โซเดียม สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี เป็นต้น (เมื่อผลหม่อนมีระยะสุกเพิ่มขึ้น ปริมาณของสารออกฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้นจะมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย)

-ผลสุก มีรสหวานอมเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานได้ และสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น แยม เยลลี่ ข้าวเกรียบ ขนมพาย ไอศกรีม นำมาแช่อิ่ม ทำแห้ง ลูกอมหม่อน ทำน้ำหม่อน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทไวน์ หรือไวน์หม่อน เป็นต้น

-ใบอ่อนและใบแก่ สามารถนำมาทำเป็นชาเขียว ชาจีน หรือชาฝรั่งชงกับน้ำดื่มได้ โดยมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูงได้ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันได้มีการแปรรูปใบหม่อนเป็นผลิตภัณฑ์ชา ทั้งชาเขียวและชาดำ ที่ใช้ชงกับน้ำดื่มเช้าและเย็น

-ยอดอ่อน ใช้รับประทานได้ โดยมักนำมาใช้ใส่ในแกงแทนการใช้ผงชูรส หรือใช้รับประทานเป็นอาหารต่างผัก ส่วนชาวอีสานจะนำไปใส่ต้มยำไก่ ต้มยำเป็ด 

-ใบหม่อน เป็นพืชอาหารที่วิเศษสุดสำหรับตัวไหม หนอนไหมที่เจริญเติบโตเต็มที่จะนำโปรตีนที่ได้จากใบหม่อนไปสร้างเป็นโปรตีนแล้วผลิตเป็นเส้นไหม 

-เนื้อไม้มีสีเหลือง เนื่องจากมีสาร Morin สามารถนำมาใช้ย้อมผ้าไหม ผ้าแพรได้

-เยื่อจากเปลือกของลำต้นและกิ่ง มีเส้นใยสามารถนำมาเป็นกระดาษได้สวยงาม เช่นเดียวกับกระดาษสา

-ในประเทศจีนจะใช้เปลือกราก กิ่งอ่อน ใบ และผล เป็นยาบำรุง แก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก แก้ไอ หืด วัณโรคปอด ขับปัสสาวะ การสะสมน้ำในร่างกายผิดปกติ และโรคปวดข้อ




ข้อมูลในระบบนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ ประกอบการเรียนการสอน | copyright © thai-herbs.thdata.co

สร้างบทความของคุณ โดยวิธีการง่ายๆ



แชร์ข้อมูล




ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง